ค้นหาในเว็บ
  
 
 
 
 ข้อมูลทั่วไป  


          กาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ สภาพทั่วไปเป็นป่าและภูเขาสลับซับซ้อน โดยทางทิศตะวันตกมีอาณาเขตติดกับประเทศพม่า  ด้านเหนือเป็นเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร  ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัด  คือ  อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี  กับ อ.อุ้มผาง  จ.ตาก  ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร  มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย  และเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก  นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำสายสำคัญ 2 สายคือ  ลำน้ำแควน้อย  และลำน้ำแควใหญ่  ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีป่ามากจนทำให้ฤดูฝนมีฝนตกชุกตลอดฤดู ในฤดูหนาวก็หนาวจัดแทบทุกปี ประชาชนในแถบนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร

 

        นอกจากผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์  เต็มไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติแล้ว   ยังมีป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญของโลก เมืองกาญจน์ยังมีแหล่งแร่และโลหะที่สำคัญอยู่มาก เช่น แร่วุลแฟรมและแร่ทองคำ

 

        จังหวัดกาญจนบุรี  อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ  ไปทางทิศตะวันตก 129 กม.มีเนื้อที่ประมาณ 19,483.148 ตารางกิโลเมตรหรือ 12,176,967 ไร่ของพื้นที่ภาคตะวันตกเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศรองจาก จ.นครราชสีมาและ จ.เชียงใหม่

 

อาณาเขตติดต่อ


                        ทิศเหนือ          ติดต่อกับ       จ.ตาก และ จ.อุทัยธานี
                        ทิศตะวันออก     ติดต่อกับ       จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม
                        ทิศตะวันตก       ติดต่อกับ       ประเทศพม่า
                        ทิศใต้              ติดต่อกับ       จ.ราชบุรี

 

การปกครอง
 

         จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.บ่อพลอย อ.เลาขวัญ อ.พนมทวน อ.ไทรโยค อ.สังขละบุรี อ.ศรีสวัสดิ์ อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วง อ.ทองผาภูมิ อ.ด่านมะขามเตี้ย  อ.หนองปรือ และ อ.ห้วยกระเจา

 

 

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ
 

      ประกอบด้วยทิวเขา  หุบเขา  และที่ราบลุ่มแม่น้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 3 เขตใหญ่ ได้แก่
                       

         1. เขตภูเขา และที่สูง  พื้นที่ทางด้านทิศเหนือของจังหวัด ได้แก่ อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ อ.ศรีสวัสดิ์ และ อ.ไทรโยค  มีลักษณะเป็นเทือกเขาต่อเนื่องมาจากเทือกเขาถนนธงชัย ทางด้านตะวันตกของจังหวัดเป็นเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า ทอดยาวลงไปทางด้านใต้ บริเวณนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญของจังหวัดคือ แม่น้ำแควใหญ่ แควน้อย

 

        2. เขตที่ราบลูกฟูก ได้แก่ พื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขากับเนินเขาเตี้ยๆ อยู่บริเวณ อ.เลาขวัญ อ.บ่อพลอย และบางส่วนของอ.พนมทวน  
                       

        3. เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ  ได้แก่ พื้นที่ทางด้านใต้ของจังหวัด อยู่บริเวณ   อ.ท่ามะกา อ.ท่าม่วงบางส่วนของ อ.พนมทวน  อ.เมือง

 

 

ลักษณะอากาศ
                       

       ลักษณะอากาศโดยทั่วไปมีความชื้นสูงและแห้งแล้ง มีความหนาวเย็นบริเวณป่าเขาในพื้นที่ตอนบนของจังหวัด
       

 

ทรัพยากรน้ำ
                         

       น้ำผิวดินของ จ.กาญจนบุรี มีต้นน้ำอยู่ทางตอนเหนือ จ.กาญจนบุรี  และจ.อุทัยธานี  ซึ่งลำธารส่วนใหญ่ไหลลงสู่แควน้อยและแควใหญ่ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลอง ส่วนด้านตะวันออกมีลำตะเพินเป็นธารน้ำที่สำคัญของบริเวณนี้ การชลประทานมีเขื่อนกักเก็บน้ำที่สำคัญ คือ เขื่อนศรีนครินทร์ ที่ อ.ศรีสวัสดิ์  เขื่อนเขาแหลม อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี  และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ใน อ.ท่าม่วง

 

 

กาญจนบุรีสมัยประวัติศาสตร์

กาญจนบุรีสมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 –1921)

      เส้นทางผ่านไปสู่หัวเมืองต่างๆ เช่น เมืองเมาะตะมะ เมืองมะละแหม่ง เมืองแย เมืองทวาย เมืองตะนาวศรี เมืองมะริด การเดินทางไปเมืองต่าง ๆ นี้ ส่วนหนึ่งจะต้องผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ด่านบ้องตี้ และเส้นทางอื่นๆ ของกาญจนบุรี

 

กาญจนบุรีสมัยอยุธยา (พ.ศ. 1921 –2310)

      กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนประเทศสหภาพพม่า มีภูเขาตะนาวศรี เป็นเส้นทางแบ่งเขตแดนมีช่องทางข้ามไประหว่างไทย พม่า ทวาย มอญ และกะเหรี่ยงอยู่ 2 ด่าน คือ “ด่านเจดีย์สามองค์”ซึ่งอยู่ทางด้านอำเภอสังขละบุรี และด่าน “บ้องตี้”ซึ่งอยู่ทางด้านอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จึงกลายเป็นเส้นทางเดินทัพและเมืองหน้าด่าน และเนื่องจากมีลำน้ำไหลผ่าน และมีภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ จึงทำให้กองทัพไทยตั้งรับกองทัพพม่า และจะตั้งฐานทัพที่กาญจนบุรี ก่อนจะยกทัพไปในเขตพม่า ส่วนพม่าจำเป็นต้องยึดกาญจนบุรีให้ได้ เพื่อตั่งเป็นฐานทัพแล้วจึงยกไปตีสุพรรณบุรี และกรุงศรีอยุธยา เส้นทางและพื้นที่ที่กองทัพไทยและกองทัพพม่าได้เคลื่อนทัพไปมา เพื่อทำสงครามกันในพื้นที่กาญจนบุรี 17 ครั้ง

 

กาญจนบุรีสมัยธนบุรี (พ.ศ. 2310 –2325)

      สมัยธนบุรี กาญจนบุรีเป็นพื้นที่ในการทำสงครามระหว่างไทยกับพม่า 3 ครั้ง คือ

  1. สงครามไทย –พม่า  ที่บางกุ้ง (พ.ศ.2310)
  2. สงครามไทย –พม่า  ที่บางแก้ว (พ.ศ.2317)
  3. สงครามอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมือง (พ.ศ.2318)

 

กาญจนบุรีสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325...)

      ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยกับพม่าทำสงครามกัน 10 ครั้ง สงครามที่ทำการรบในพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี มี 7 ครั้ง คือ 

  1. สงครามเก้าทัพ (พ.ศ.2328)
  2. สงครามการรบพม่าที่ท่าดินแดง (พ.ศ. 2329)
  3. สงครามไทยตีเมืองทวาย (พ.ศ. 2330)
  4. สงครามไทยตีเมืองพม่า (พ.ศ. 2334)
  5. สงครามตีเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด (พ.ศ. 2336)
  6. สงครามขัดตาทัพพม่า (พ.ศ. 2363)
  7. สงครามไทยช่วยอังกฤษรบพม่า (พ.ศ. 2367)

 

       กาญจนบุรี สิ้นสุดการเป็นเส้นทางเดินทัพ เมืองหน้าด่านและสมรภูมิสงครามระหว่างไทยกับพม่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. 2397 เนื่องจากพม่าแพ้สงครามกับอังกฤษ

 

 

กาญจนบุรีสมัยสงครามโลกครั้งที่  2

       ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประเทศไทยยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้เป็นเส้นทางเดินทัพผ่านไปยังพม่า เพื่อยึดครองประเทศอินเดีย ญี่ปุ่นจึงได้สร้างทางรถไฟสายไทย –พม่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2485 ที่สถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แล้วเลียบตามลำน้ำแม่กลองตรงไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ตัดขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำแควผ่านขุนเขา หน้าผา และป่ารกชัฎ ไปจนสุดแดนไทย ที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ จนถึงสถานีธันบีอูซายัตประเทศพม่า รวมระยะทาง 415 กิโลเมตร โดยการสร้างทางรถไฟสายนี้ กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรจากสมรภูมิแถบเอเชียแปซิฟิก จำนวนนับแสนคน เป็นแรงงานในการก่อสร้าง แต่เนื่องจากการวางรางรถไฟได้ดำเนินงานมาถึงแม่น้ำแควใหญ่ ต้องประสบความยากลำบากเนื่องจากแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณตำบลท่ามะขาม มีความกว้างและกระแสน้ำเชี่ยวกราก จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว

 

      การสร้างทางรถไฟสายไทย –พม่า นั้น ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารและญี่ปุ่นต้องรีบสร้างเพื่อยึดอินเดีย เชลยศึกต้องทำงานหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพักและอาหารก็ขาดแคลน จึงทำให้เส้นทางรถไฟนี้ มีเชลยศึกตายประมาณ 100,000 คน จึงได้ชื่อว่า “เส้นทางรถไฟสายมรณะ”เทศบาลเมืองกาญจนบุรี จึงได้ตั้งชื่อถนนสายต่างๆ จำนวน 22 สาย ในเส้นทางสู่สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นชาติต่างๆ จำนวน 22 ชาติ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงแรงงานชาวต่างชาติที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับและเกณฑ์มาในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว

 

 

 

 

 

 

อํานาจหน้าที่ ของเทศบาลเมือง

 

  1. อํานาจหน้าที่  ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และแก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 50 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบล มีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้

1.รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

2.ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ

3.รักษาความสะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

4.ป้องกันและระงับโรคติดต่อ

5.ให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง

6.ให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม

7.ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

8.บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

9.หน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล

 

มาตรา 53  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลเมือง มีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้

(1) กิจการตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๕๐

(2) ให้มีน้ำสะอาดหรือการประปา

(3) ให้มีโรงฆ่าสัตว์

(4) ให้มีและบำรุงสถานที่ทำการพิทักษ์และรักษาคนเจ็บไข้

(5) ให้มีและบำรุงทางระบายน้ำ

(6) ให้มีและบำรุงส้วมสาธารณะ

(7) ให้มีและบำรุงการไฟฟ้า หรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น

(8) ให้มีการดำเนินกิจการโรงรับจำนำหรือสถานสินเชื่อท้องถิ่น

มาตรา 54  ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลเมือง อาจจัดทำกิจการใด ๆ ในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้

 (1) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม

(2) ให้มีสุสานและฌาปนสถาน

(3) บำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎร

(4) ให้มีและบำรุงการสงเคราะห์มารดาและเด็ก

(5) ให้มีและบำรุงโรงพยาบาล

(6) ให้มีการสาธารณูปการ

(7) จัดทำกิจการซึ่งจำเป็นเพื่อการสาธารณสุข

(8) จัดตั้งและบำรุงโรงเรียนอาชีวศึกษา

(9) ให้มีและบำรุงสถานที่สำหรับการกีฬาและพลศึกษา

(10) ให้มีและบำรุงสวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

(11) ปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรม และรักษาความสะอาดเรียบร้อยของท้องถิ่น

(12) เทศพาณิชย์

  1. อำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549

                                             หมวด ๒

การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ

มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้

(1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

(2) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ

(3) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ

(4) การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่นๆ

(5) การสาธารณูปการ

(6) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ

(7) การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน

(8) การส่งเสริมการท่องเที่ยว

(9) การจัดการศึกษา

(10) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส

(11) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

(12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

(13) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

(14) การส่งเสริมกีฬา

(15) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน

(16) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น

(17) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

(18) การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย

(19) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล

(20) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน

(21) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์

(22) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์

(23) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่นๆ

(24) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(25) การผังเมือง

(26) การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร

(27) การดูแลรักษาที่สาธารณะ

(28) การควบคุมอาคาร

(29) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

(30)  การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

(31)  กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

3. อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายเฉพาะอื่นๆที่กำหนดให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น

– พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562

– พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535

– พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณา โดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493

– พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534

– พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535

– พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510

– พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518

– พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528

                       ฯลฯ

 

 

 
 

 

 

 
ผู้เขียน : admin วันที่ : แก้ไชวันที่ : 2021-05-12 12:43:28  

  โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองกาญจนบุรี
  โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดเทวสังฆาราม) ในพระสังฆราชูปถัมภ์
โรงเรียนเทศบาล 2 (ประชาภิบาล)
  โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านบ่อ)
  โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านชุกกุ่ม)
โรงเรียนเทศบาล 5 (กระดาษไทยอนุเคราะห์)
   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาญจนบุรี
  ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม)
 

   วันนี้ :  12
   เดือนนี้ : 324
   ปี พ.ศ.นี้ : 2,498
   ทั้งหมด : 503,273
 

สำนักงานเทศบาลเมืองกาญจนบุรี

19/1 ถ.หลักเมือง ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
Email : admin@muangkan.go.th, 4710101@dla.go.th
โทร 034-511502 ,    FAX 034-514788